แต่ในอีกมุมหนึ่งของบ้าน มีบางคนที่ไม่ได้เฝ้ารอผลการแข่งขันเหมือนกัน
พวกเขาเพียงแค่รอให้เกมจบ รอให้อารมณ์ของใครบางคนสงบลง และบางครั้งก็รอด้วยความหวาดกลัว
นี่คือประเด็นที่ "อังคณา อินทสา" ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล หยิบยกขึ้นมาพูดบนเวทีเสวนา “Fan Fair No Foul : เชียร์บอลอย่าลืมแฟน รักแฟนอย่าทำฟาวล์” ผ่านข้อมูลจากผลสำรวจของมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ที่สะท้อนให้เห็นว่า ภายใต้เสียงเชียร์และความสนุกของการแข่งขัน ยังมีผลกระทบอีกหลายด้านที่ซ่อนอยู่เงียบ ๆ ในชีวิตของผู้คน
อังคณา ชวนมองไปที่สิ่งซึ่งเกิดขึ้นหลังเสียงนกหวีดหมดเวลาการแข่งขันดังขึ้น เมื่อทีมที่รักพ่ายแพ้ ความผิดหวัง ความโกรธ หรือความหงุดหงิดไม่ได้จบลงพร้อมกับเกมเสมอไป อารมณ์เหล่านั้นมักติดค้างอยู่ในชีวิตจริง และบ่อยครั้งก็มุ่งตรงไปยังคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ไม่ว่าจะเป็นคู่รัก ลูก หรือคนในครอบครัว ผู้ซึ่งมีอำนาจต่อรองน้อยกว่าในความสัมพันธ์
ขณะเดียวกัน ความหมกมุ่นกับการแข่งขันยังอาจส่งผลกระทบต่อหน้าที่ความรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน หลายคนใช้เวลาติดตามฟุตบอลจนละเลยงาน ละเลยครอบครัว และเมื่อพฤติกรรมดังกล่าวมาพร้อมกับปัจจัยเสี่ยงอย่างการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือการเล่นพนัน ผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้จบอยู่แค่ในสนามแข่งขัน แต่ลุกลามไปถึงปัญหาหนี้สิน สุขภาพจิต และความสัมพันธ์ของคนในบ้าน
อังคณา ยกตัวอย่างข้อมูลจากประเทศอังกฤษที่พบว่า ในช่วงฤดูกาลแข่งขันฟุตบอล จำนวนผู้หญิงที่เข้าแจ้งความเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 11 ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ความรุนแรงไม่ใช่เหตุการณ์เฉพาะหน้า หากเป็นรูปแบบปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงที่ผู้คนทุ่มเทอารมณ์ให้กับการแข่งขันกีฬา
แม้ในประเทศไทย ตัวเลขการแจ้งความอาจไม่ได้ปรากฏชัดเจนในระดับเดียวกัน แต่รูปแบบของความรุนแรงกลับไม่แตกต่างกันมากนัก ตั้งแต่การต่อว่า การประชดประชัน การเงียบใส่ การทำลายข้าวของ ไปจนถึงการทำร้ายร่างกาย ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ภายในพื้นที่ซึ่งควรปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคน นั่นคือบ้าน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อังคณาให้ความสำคัญมากที่สุดไม่ใช่เพียงพฤติกรรมที่ปรากฏออกมา แต่เป็นรากฐานทางความคิดที่หล่อหลอมพฤติกรรมเหล่านั้นขึ้นมา
ในสังคมที่ผู้ชายจำนวนไม่น้อยถูกสอนให้ต้องเข้มแข็ง ต้องเป็นผู้ชนะ และต้องควบคุมทุกอย่างได้ ฟุตบอลจึงไม่ได้เป็นเพียงกีฬา หากกลายเป็นพื้นที่แห่งการพิสูจน์ตัวตน เป็นเวทีที่ความสำเร็จ ศักดิ์ศรี และความภาคภูมิใจในความเป็นชายถูกผูกโยงเข้ากับผลการแข่งขันอย่างแนบแน่น
เมื่อทีมชนะ หลายคนรู้สึกภาคภูมิใจ รู้สึกมีพลัง และพร้อมประกาศชัยชนะให้โลกได้รับรู้ แต่เมื่อทีมแพ้ ความผิดหวังกลับไม่ได้หายไปไหน หากถูกส่งต่อไปยังคนที่อยู่ใกล้ที่สุด
อังคณาสรุปเรื่องนี้ด้วยประโยคสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า
“อำนาจเหนือ + ปัจจัยเสี่ยงกระตุ้น = ความรุนแรงที่เข้มข้นขึ้น”
บนเวทีเสวนา เธอยังเล่าเรื่องจริงของอาจารย์ท่านหนึ่งที่ถ่ายทอดประสบการณ์ในครอบครัวว่า วันหนึ่งคุณพ่อซึ่งทำงานป่าไม้กลับบ้านมาหลังจากเสียพนัน และพบว่าสากที่ใช้ตำอาหารยังค้างอยู่บนครกโดยไม่ได้ล้าง เพียงเท่านั้นก็กลายเป็นเหตุให้คุณแม่ถูกทำร้าย โดยมีคำอธิบายสั้น ๆ ว่า “เสียพนันเพราะบ้านรก”
เรื่องเล่านี้อาจฟังดูรุนแรง แต่สำหรับอังคณา มันไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ชั่ววูบหรือความผิดปกติของคนเพียงคนเดียว หากเป็นผลผลิตของความเชื่อที่ถูกส่งต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ความเชื่อที่ทำให้ผู้ชายบางคนมองว่าตนเองมีสิทธิ์ระบายความคับข้องใจ ขณะที่ผู้หญิงต้องกลายเป็นพื้นที่รองรับอารมณ์เหล่านั้นโดยปริยาย
ด้วยเหตุนี้ เป้าหมายของแคมเปญ “Fan Fair No Foul : เชียร์บอลอย่าลืมแฟน รักแฟนอย่าทำฟาวล์” จึงไม่ใช่การห้ามเชียร์ฟุตบอล หรือทำให้ผู้คนเลิกหลงใหลในกีฬา หากแต่เป็นการชวนสังคมตั้งคำถามว่า เราจะช่วยกันสร้างผู้ชายที่สามารถจัดการอารมณ์ของตนเองได้อย่างไร
คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่อยู่ที่การทำงานร่วมกันของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ภาครัฐ ภาคเอกชน และสังคมโดยรวม ในการส่งเสริมทักษะการจัดการอารมณ์ สร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้คนได้แสดงความรู้สึก และบ่มเพาะความสัมพันธ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน มากกว่าความสัมพันธ์ที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ฟุตบอลควรเป็นพื้นที่แห่งความสุข เป็นช่วงเวลาของการเชียร์ การหัวเราะ และการใช้เวลาร่วมกัน ไม่ใช่ต้นเหตุของความหวาดกลัวของใครบางคนในบ้าน
และไม่ว่าผลการแข่งขันจะจบลงอย่างไร คนที่อยู่ข้าง ๆ เราในชีวิตจริง ยังคงสำคัญกว่าผลสกอร์บนกระดานเสมอ